ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
ผู้บริหาร

นายสำเริง สำนักนิตย์
ผู้อำนวยการสถานศึกษา
เมนูโรงเรียน
ประวัติโรงเรียน และประวัติบ้านคูบ
สัญลักษณ์โรงเรียน
วิสัยทัศน์ / พันธกิจ/เป้าประสงค์/เป้าหมาย/กลยุทธ์
มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2555-2558
เพลงโรงเรียน
หลักสูตรที่เปิดสอน
ปฏิทินกิจกรรม
ข้อมูลอาคารสถานที่
ทำเนียบผู้บริหาร
คณะกรรมการสถานศึกษา
คณะกรรมการนักเรียน
ข้อมูลนักเรียน
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
ปรัชญา/คำขวัญ/สีประจำโรงเรียน
ระบบโครงสร้างบริหารสถานศึกษา
แผนพัฒนาคุณภาพ 4 ปี 2555-2558
แผนพัฒนาคุณภาพ 1 ปี 2558 โรงเรียนบ้านคูบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
แผนที่-ที่ตั้งโรงเรียนบ้านคูบ
รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2555
ข้อมูลครู ปีการศึกษา 2558
ฝ่ายบริหารและบุคลากร
แบบสำรวจความคิดเห็น
คุณคิดว่าเวปไซต์โรงเรียนบ้านคูบ สำเร็จรูป เป็นอย่างไร
ดีเยี่ยม
ดี
พอใช้
ควรปรับปรุง
ดูผลโหวด
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 01/06/2011
ปรับปรุง 20/02/2017
สถิติผู้เข้าชม 1591970
Page Views 1903523
แผ่นพับโรงเรียน
แผ่นพับประชาสัมพันธ์ 1
เว็บโรงเรียนกันทรารมณ์
โรงเรียนกันทรารมณ์
เพลงประจำโรงเรียนบ้านคูบ
พระคุณครู
สพป.ศรีสะเกษ เขต 1
สพป.ศรีสะเกษ เขต 1
รายการสอนศิลป์
รายการสอนศิลป์
หนังสือราชการสำนักงานเขตพื้น ศก.เขต 1
หนังสือราชการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศก.เขต 1
เวปไซต์ดีๆสำหรับคนรักคณิตศาสตร์
worksheetworks
เวปไซต์การเรียนรู้ของเด็กน่าสนใจ
โลกแห่งการเรียนรู้ของเด็ก
งานจักสาน โรงเรียนบ้านคูบ
เทคนิคการสานข้อง
ประวัติโรงเรียน และประวัติบ้านคูบ
ประวัติโรงเรียนบ้านคูบ
                                                     ประวัติโรงเรียนบ้านคูบ

โรงเรียนบ้านคูบ  ตั้งอยู่หมู่ที่  10 บ้านโนนชมพู  ตำบลคูบ  อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ

รหัสไปรษณีย์    33130  โทรศัพท์   045-660391  website http://www.Bankoob.ac.th. และ Facebook  โรงเรียนบ้านคูบ

Word Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 359.69 KB
ประวัติบ้านคูบ โดย ธีระ บุญรัตน์
คำนำผู้เขียน
                บ้านคูบ ตั้งอยู่ที่ ตำบลคูบ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหมู่บ้านบ้านค่อนข้างใหญ่แออัดพอสมควร ประกอบไปด้วย ๓ หมู่ คือ คูบหมู่ ๓ คูบหมู่ ๔ และคูบหมู่ ๙ มารวมกัน บ้านคูบส่วนใหญ่มักใช้ภาษา “ส่วย” หรือ “กุย” เป็นภาษาถิ่นในการสื่อสารกันหรือคิดเป็น ร้อยละ ๙๗% ของหมู่บ้าน
                คุณรู้หรือไม่ว่า บ้านคูบ นั้นมีที่มาและตำนานที่ค่อนข้างจะซับช้อนมากและ ผมคิดว่ามีคนจำนวนมากที่ยังไม่รู้แม้กระทั้งบางคนที่อยู่ในหมู่บ้านก็ยังไม่รู้ด้วยช้ำ ว่าเพราะเหตุใดจึงหมู่บ้านนี้จึงได้ชื่อว่า “บ้านคูบ” ได้ชื่อนี้อย่างไรทำไมจึงได้ชื้อนี้ และเหตุใดจึงได้มีการใช้นามสกุล “สิงห์ซอม” และ “บุญรัตน์” กันแพร่หลายในหมู่บ้านนับได้ว่าเป็นหมู่บ้านที่มีการใช้นามสกุล สิงห์ซอม และ บุญรัตน์ มากที่สุดในโลกนี้ก็ว่าได้ ทำให้บางคนก็อาจจะไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของ “บ้านคูบ”  และที่มาของนามสกุล “สิงห์ซอม” และ “บุญรัตน์” เพราะไม่สนใจและคิดว่าไม่มีประโยชน์
                อยู่มาวันหนึ่งผมได้นั่งคิดว่าถ้าอย่างต่อไปอีกภายภาคหน้าลูกหลานรุ่นต่อไปจะรู้หรือไม่ว่าหมู่บ้านของตัวเองอาศัยอยู่นี้ก็มีที่มาตำนานค่อนข้างนานและนามสกุลทีตนเองใช้ไม่ว่าจะเป็น สิงห์ซอม หรือ บุญรัตน์ นั้นมีที่มาอย่างไรโดยเฉพาะภาษา “ส่วย” หรือ “กุย” ชึ่งนับได้ว่าเป็นภาษาประจำหมู่บ้านที่ทุกวันนี้ก็เริ่มจะเสื่อมหายไปจากหมู่บ้าน เพราะเกิดจากพ่อแม่มือใหม่ที่มีลูกแล้วส่วนใหญ่ก็สอนให้ลูกของตัวเองนั้นพูดภาษาลาวทั้งๆที่พ่อและแม่บางคนก็เป็นคนส่วยมาแต่กำเนิดแต่กลับสอนให้ลูกตัวเองนั้นพูดภาษาลาวชึ่งผมคาดว่าอีกประมาณปีข้างหน้าภาษาส่วยก็อาจจะเลือนรางไปจากบ้านคูบโดยปริยายหากพ่อแม่มือใหม่สอนยังให้ลูกตัวเองนั้นพูดภาษาลาวต่อไป และที่สำคัญก็คือ วัฒนธรรม จารีตที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษไม่ว่าจะเป็น การทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา การรำผีฟ้าหรือที่เรียกกันว่าการเล่นแถน การประกอบพิธีต่างๆ เช่น งานบุญเทศมหาชาติ (บุญผเหวด) การพาพระสงฆ์ไปเนา (ไปป่า) เป็นต้น ต่อไปภายพากหน้าหากลูกหลานของเราชาวบ้านคูบมัวแต่ไปสนใจแต่วัฒนธรรมต่างถิ่นหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่สืบสานเอาประเพนีเหล่านี้ก็อาจจะเป็นเพียงคำบอกเล่าที่ร้ายไปกว่านั้นอาจจะหายไปด้วยด้วยช้ำ
                เพราะเหตุนี้ผมจึงได้สืบเสาะหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับบ้านคูบหลายวิธีหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ คนเฒ่าในหมู่บ้านจนได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ และที่อื่นเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจรีงที่สุดและนับได้ว่าผลอาจ จะเป็นบุคคลแรกที่ได้ บันทึกตำนานของของบ้านคูบและนามสกุล สิงห์ซอม,บุญรัตน์ ก็ว่าได้
                สิ่งที่ผมหวังที่สุดคืออยากจะให้ทุกคนในบ้านคูบได้อ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อจะได้เล่าขานตำนานของบ้านคูบให้ลูกหลานรุ่นหลังได้รู้ตราบนานเท่านาน บางคนอาจจะคิดว่า จะอ่านไปทำไมอ่านแล้วได้อะไรนั้นแหละครับคนที่ไม่รู้กำพืดของตัวเอง สำคนที่อ่านอย่างน้อยก็ทำให้เราภาคภูมิใจว่า บ้านคูบของเราก็มีตำนานกับเขาด้วยนะครับ...
               ด้วยความเคารพยิ่ง               
                                                                                                                             ธีระ  บุญรัตน์
                                                                                                                                                 (ผู้เขียน)

ประวัติความเป็นมาของบ้านคูบ
            เดิมทีนามาแล้วชาวบ้านคูบสมัยก่อนมีถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณบ้านเขินเมื่อครั้งหนึ่งเกิดโรคห่าระบาดอย่างหนักจึงทำให้ชาวบ้านบางครอบครัวตัดสินใจอพยพหนีขึ้นไปทางเหนือหวังว่าจะอพยพไปชั่วคราวจนพบป่าละเมาะทางทิศเหนือที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารเวลาผ่านไปนานชาวบ้านเกิดความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์จนไม่คิดที่จะกลับไปยังที่หมู่บ้านเดิมเพราะเส้นทางนั้นก็ไกลนอกนอกจากนั้นชาวบ้านบางครอบครัวก็ได้ตั้งปักฐานสร้างบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วและยังถางป่าบริเวณนั้นเป็นที่ทำการเกษตรก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านบางครอบไม่อพยพกลับถิ่นฐานเดิม เป็นเวลานานจึงทำให้ประชากรให้ก็เริ่มมีมากจนเกิดเป็นหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง นอกจากชาวบ้านจะทำนาในบริเวณพื้นที่ลุ่มแล้ว บริเวรพื้นสูงชาวบ้านก็พากันปลูกพืชนิดหนึ่งขึ้นไว้เป็นจำนวนมากเพื่อที่จะนำเอาเปลือกของพืชชนิดนั้นมาทำเป็นเชือกและกระสอบสำหรับใส่ข้าวและเสบียงต่างๆ พืชชนิดนั้นก็คือต้นปอ เหตุที่มีการปลูกต้นปอกันมากชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านของตนเองว่า “บ้านปอ”และอีกหลายปีต่อมาก็ได้เกิดหมู่บ้านอีก ๕ หมู่บ้านในบริเวณพื้นที่ป่าใกล้เคียงแต่ยังไม่มีชื่อเรียก
และสาเหตุที่ได้ชื่อว่าบ้านคูบนั้นก็มีเหตุอยู่ว่ามีอยู่วันหนึ่งมีโขลงช้างฝูงหนึ่ง ได้มาเล่นน้ำในหนองน้ำแห่งหนึ่งในหมู่บ้านทางด้านทิศใต้ของบ้านปอ จนทำให้เขื่อนที่ชาวบ้านสร้างไว้เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งของหมู่บ้านนั้นพังลงจึงทำให้ชาวบ้านนั้นไม่พอใจเป็นอย่างมากจึงช่วยกันขับไล่ฝูงช้างให้ไปที่อื่นจนทำให้ข่าวที่ช้างไปเล่นน้ำที่หมู่บ้านนั้นจนเขื่อนที่สร้างไว้เก็บน้ำพังเวลาหมู่บ้านอื่นจะจะไปมาหาสู่หมู่บ้านที่เขื่อนพังนั้นไม่รู้ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรจึงพากันเรียกหมู่บ้านนั้นว่า “โซ๊ะเขื่อนช้าง” เรื่อยมา   
                สำหรับฝูงช้างที่ถูกชาวบ้านเขื่อนช้างพยายามขับไล่ออกกไปจากหมู่บ้านก็อพยพไปที่หมู่บ้านไกล้เคียงอีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งเป็นถิ่นฐานเก่าของชาวบ้านปอ และในหมู่บ้านนั้นก็มีหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่บ่อหนึ่งเมื่อฝูงช้างมาเจอลงเล่นน้ำและร้องจนเกิดเสียงดังลั้นเมื่อชาวบ้านคนหนึ่งมาเห็นเข้าโดยบังเอิญก็ร้องเรียกให้ผู้คนมาดูด้วยถ้อยคำว่า “แซมซายเจาแหมอาจิงแกเดียะคืน” (แปลว่า “พี่น้องมาดูช้างเล่นน้ำในหนอง”)ข่าวที่ช้างไปลงเล่นน้ำในหนองที่หมู่บ้านวันนั้นทำให้ชาวบ้านรอบข้างเมื่อจะไปมาหาสู่กันก็จะเรียกหมู่บ้านนั้นว่า “โซ๊ะคืน”  (ต่อมาลาวได้เพี้ยนมาเป็น “เขิน” บ้านเขิน ในปัจจุบัน)
ชาวบ้านคืนก็ช่วยกันขับไล่ฝูงช้างออกไปจากหมู่บ้านไปทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านซึ่งไกลออกไปอีกและมีอีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งมีหนองน้ำประจำหมู่บ้านที่เล็กและตื่นๆเมื่อฝูงช้างเดินหากินมาเรื่อยๆก็เจอเข้าก็เลยลงเล่นและดื่มทันทีชาวบ้านสองคนที่จะมาตักน้ำก็เห็นน้ำสีของนั้นก็ตกใจและรีบวิ่งไปบอกทุกคนในหมู่บ้านว่า “แซมซายเจาแหมอาจิงแกเดียะละเอาะฉิม”(แปลว่าพี่น้องมาดูช้างเล่นน้ำขุ่นหมดเลย”) ข่าวที่ว่าช้างมาเล่นน้ำที่หมู่บ้านนั้นจนทำให้น้ำขุ่นไปหมดซึ่งทำให้นำมาใช้ได้ จึงทำให้ชาวบ้านที่จะไปมาหาสู่ที่หมู่บ้านนั้นก็พากันเรียกชื่อหมู่บ้านนั้นว่า “โซ๊ะละเอาะ” (บ้านละเอาะ ในปัจจุบัน)
ชาวบ้านละเอาะแค้นมากจนจะฆ่าช้างแต่เพราะช้างเป็นสัตว์ใหญ่จึงทำให้ชาวบ้านช่วยกันขับไล่ช้างฝูงนี้ออกจากหมู่บ้านขึ้นไปทางหมู่บ้านอีกหมู่บ้านซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกอีกครั้ง และในหมู่บ้านนั้นมีบ่อน้ำประจำหมู่บ้านอยู่บ่อหนึ่งซึ่งเล็กมากชาวบ้านจึงพากันใช้อย่างประหยัดเมื่อช้างที่ถูกชาวบ้านละเอาะไล่มาระหว่างทางไม่มีลำธารทำให้ช้างกระน้ำอย่างมากเมื่อมาเห็นบ่อน้ำของหมู่บ้านนั้นก็พากันลงกินจนทำให้น้ำในบ่อนั้นแห้งเกลี้ยงชาวบ้านสองคนชื่อนายลุนและนายศรีจะมาตักน้ำในบ่อไปให้เมียที่บ้านเมื่อมาเห็นน้ำในบ่อหมดเกลี้ยงไม่มีเลยจึงวิ่งไปบอกเพื่อนบ้านว่า “แซมซายเจาแหมเดียะอาจิงหวดฉิม” (แปลว่า พี่น้องมาดูช้างกินน้ำในบ่อหมด)ข่าวที่ช้างมากินน้ำที่บ่อของหมู่บ้านนี้จนหมดเกลี้ยงทำให้ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นที่จะไปมาหาสู่ต่างก็พากันเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “โซ๊ะเดียะเกลียง” (บ้านน้ำเกลี้ยง ในปัจจุบัน)
ชาวบ้านน้ำเกลี้ยงช่วยกันตามไล่ล่าช้างขึ้นไปทางทิศเหนืออีกจนฝูงช้างได้มาถึงบ้านปอแต่ครั้งนี้หมู่บ้านปอไม่ถึงกับกังวนเพราะนอกหมู่บ้านชาวบ้านมีหนองน้ำถึง สามบ่อด้วยกันคือ หนองเหล็ก หนองจอก หนองพาน และหนองชมพูจึงไม่กลัวว่าน้ำจะหมดและคิดว่าจะไม่เดือดร้อนเหมือนกับหมู่บ้านอื่นชาวบ้านจึงไม่ไล่ฝูงช้างหนีปล่อยให้อยู่ร่วมกับหมู่บ้านมีอยู่วันหนึ่งฝูงช้างได้ไปหากินที่หนองเหล็กแต่ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเข้าไปนักเพราะที่นั้นงูซุงมากทั้งมีพิษ และไม่มีพิษเหตุที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อลูกช้างหลายตัวต้องถูกงูจงอางและงูเห่ากัดจนล้มตายหลายตัวเมื่อนานเข้าศพของลูกช้างก็ส่งกลิ่นเหม็นอย่างแรงจนชาวบ้านต้องหาวิธีมาป้องกันจึงคิดสานซุ้มขนาดที่พอดีกับลูกช้างที่ตายแล้วก็เอายางจากต้นสะแบงมาทาให้ซุ้มเพื่อระงับกลิ่นแล้วเอาซุ้มที่ทำไว้มาช่วยกันคลอบช้างที่ตายไว้ตัวละซุ้มทำให้ผู้คนจากหมู่บ้านอื่นที่ผ่านไปมามองเห็นแล้วต้องถามว่า “แซมซายหัวหนัว” (แปลว่า พี่น้องกำลังทำอะไรกัน) ชาวบ้านคนหนึ่งก็ตอบขึ้นว่า “ขลูบอาจิง เซาะอีแหละ” (แปลว่า กำลังคลอบช้าง มันตาย) ข่าวที่ลูกช้างตายหลายตัวจนเกิดกลิ่นเหม็นไปทั่วจนต้องเอาซุ้มขนาดใหญามาคลอบไว้หลายซุ้มจนแปลตาแก่ผู้ที่ผ่านไปมาจนพากันเรียกบ้านปอจนติดปากว่า “โซ๊ะขลูบ” เรื่อยมา ไม่นานก็ได้มีการขุดหนองน้ำอีกหนึ่งแห่งนั้นก็คือ หนองคูบ
เหตุที่ทั้ง ๕ หมู่บ้านนั้นได้รับความเดือดร้อนนั้นล้วนมีสาเหตุเกิดขึ้นกับช้างทั้งนั้น แต่มีหมู่บ้านอยู่หมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของ บ้านขลูบ ซึ่งครั้งหมู่บ้านนี้ไม่ได้รับเดือดร้อนเลยอยูอย่างสบายไม่กังวนทำให้ชาวบ้านทั้ง ๕ หมู่บ้านเรียกหมู่บ้านนี้ ว่า “โซ๊ะซะออบ”(แปลว่า บ้านสบาย) บ้านสบาย ในปัจจุบัน
ต่อมาภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครั้งใหญ่ในประเทศ ในปี พ.ศ.๒๔๗๔ บ้านคูบก็ได้ขึ้นต่อ ตำบลน้ำเกลียง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๕ก็ได้ขึ้นกับ อำเภอน้ำเกลี้ยง ตำบลคูบ จนถึงทุกวันนี้ทำให้ตำบลคูบมี
จำนวนหลังคาเรือนทั้งหมด ๑,๖๓๕ หลังคาเรือน
จำนวนประชากรทั้งหมด ๙,๔๕๐ คน

ประวัติและที่มาของนามสกุล “สิงห์ซอม”
นามสกุล “สิงห์ซอม”ที่ชาวบ้านคูบหรืออีกหลายคนที่ใช้กันอยู่เป็นนั้นได้มีที่มาและประวัติที่อาจจะไม่มีใครรู้ก็ว่าคำว่า “สิงห์ซอม”มาอย่างไร จากการที่ผู้เขียนได้สืบเสาะหาสอบถามประวัติความเป็นมาจากคนแก่สมัยก่อนท่านก็ได้เล่าที่มาที่ไปของนามสกุลสิงห์ซอมไว้ว่า
เมื่อประมาณสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ก็ได้กำหนดให้มี ผู้ใหญ่บ้าน กำนันเกิด ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก และในขณะนั้นบ้านคูบก็มีใหญ่บ้านของหมู่บ้านเป็นคนแรก คือ “ผู้ใหญ่ สิงห์ดำ” ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น สาเหตุที่ต้องได้คำว่าสิงห์ซอมนั้นผู้เล่า เล่าว่า ในสมัยนั้นบริเวณรอบข้างของหมู่บ้านคูบนั้นล้อมไปด้วยป่าที่อุดมสมบูรณ์มีผลหมากรากไม้ให้กินทุกฤดูมี สิ่งสาล่าสัตว์ก็มาก จึงทำให้ตอนนั้นชาวบ้านคูบไม่ขัดสนเรื่องอาหารการกินและอยู่อย่างสงบ
เหตุเกิดจากผู้ใหญ่สิงห์ดำแกเป็นคนที่ชอบเข้าป่าไปหาล่าสัตว์ วางกับดักสัตว์และหาของป่าทุกวันและทุกๆเย็นผู้ใหญ่สิงห์ดำก็จะเข้าป่าเพื่อไปวาง”ซอม” (อุปกรณ์ดักจับสัตว์จำพวก กระต่ายกระแต่ พังพรหนู)เมื่อมีสัตว์เดินเข้าไปแล้วไปเหยียบเชือกที่อยู่ในซอม เชือกที่ผูกไว้กับประตูซอมก็จะปลดให้ประตูซอมปิด ผู้ใหญ่สิงห์ดำก็วางซอมไว้ในป่าหนองเหล็ก ประมาณ ๕ ถึง ๑๐ ซอม พอวางไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วแกก็จะกลับมาดูกับดักที่วางไว้ทุกเช้าส่วนมากสัตว์ที่เข้าซอมของผู้ใหญ่ก็จะเป็น หนู กระต่าย แต่อยู่มาวันหนึ่งได้มีงูไม่มีพิษชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านบ้านเรียกว่า “งูสิงห์” ตัวใหญ่มากไล่ล่าเพื่อที่จะผสมพันธุ์กันบังเอิญงูสิงห์ทั้งสองตัวนี้หลงเข้าไปอยู่ในซอมของผู้ใหญ่ และก็บังเอิญเช้าวันนั้นมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังเดินหาเห็ดอยู่ก็เหลือบไปเห็นงูสิงห์สองตัวใหญ่มากกำลังผสมพันธุ์กันในซอมของผู้ใหญ่อยู่แต่ความที่งูตัวใหญ่ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าจับออกมาจึงรีบวิ่งไปบอกผู้ใหญ่ที่บ้าน “ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ งูสิงโตใหญ่เข้าซอมเจ้า”ทำให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นวิ่งแห่กันมาดูงูกันเป็นจำนวนมากและช่วยกันจับเอางูสิงห์ทั้งสองตัวออกจากซอมของผู้ใหญ่กลับหมู่บ้าน พอตกเย็นชาวบ้านก็นำเอางูสิงห์ทั้งสองตัวมาประกอบอาหารสารพัดเมนู ทั้งแกง ผัดเผ็ด แจกแบ่งสูกันกินในหมู่บ้าน เพราะเหตุนี้ชาวบ้านก็จะชอบล้อผู้ใหญ่สิงดำว่า “ผู้ใหญ่สิงห์ซอม” จนติดปากกันเรื่อยมา จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ก็ได้มีให้ใช้คำนำหน้า เด็กชาย ,เด็กหญิง ,นาย,นาง,และนามสกุลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในขณะนั้นเองผู้ใหญ่สิงห์ดำนั้นยังดำรงตำแหน่งนั้นอีกท่านก็เลยใช้นามสกุล “สิงห์ซอม” เป็น “นายสิงห์ดำ สิงห์ซอม” เพราะชาวบ้านชอบล้อท่านบ่อย และท่านก็ยังเป็นที่เคารพของทุกคนในหมู่บ้านชาวบ้านก็เลยใช้คำว่า “สิงห์ซอม” เป็นนามสกุลตามผู้ใหญ่นับแต่นั้นเป็นต้นมาแต่ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ใช้นามสกุลนี้ตามผู้ใหญ่ จนปัจจุบันนี้นามสกุล “สิงห์ซอม”มีการใช้กันมาแล้วถึง ๔ รุ่น ด้วยกัน
ประวัติและที่มาของนามสกุล “บุญรัตน์”
                สำรับประวัติความเป็นมาของนามสกุล “บุญรัตน์” นั้นท่านผู้เล่า เล่าว่ามีเค้าโครงเรื่องความต่อเนื่องกับที่มาของนามสกุล “สิงห์ซอม” ผู้เล่าได้เล่าต่อไปว่าเหตุที่มีกลุ่มคนบางกุล่มที่ไม่ใช้นามสกุล “สิงห์ซอม” ตามผู้ใหญ่ สิงห์ดำ สิงห์ซอม ก็เพราะในวันที่ได้งูสิงห์สองตัวที่ติดกับดักของผู้ใหญ่นั้นมาประกอบอาหารแล้วแบ่งให้ชาวบ้านกินกันแต่มีชาวบ้านที่อยู่คุ้ม กลางที่ไม่ได้แกงงูสิงห์ ทำให้ชาวบ้านคุ้มนี้น้อยใจและคิดว่าผู้ใหญ่นั้นไม่ชอบคนในคุ้มของตนจึงไม่แบ่งแกงงูให้จึงทำให้ชาวบ้านคุ้มนี้ขาดความเคารพผู้ใหญ่สิงห์ดำน้อยลง จึงพากันไม่เอา “สิงห์ซอม” มาใช้เป็นนามสกุล
เหตุที่มีการการใช้นาสกุล “บุญรัตน์” เป็นบางส่วนในบ้านคูบผู้เล่า เล่าว่า หลังจากที่ได้งูสิงห์ตัวใหญ่สองตัววันนั้น อีกสามวันต่อมาทางหมู่บ้านก็ได้จัดงาน “บุญฟังเทศมหาชาติ(บุญผเหวด)” และในวันที่จะไปทำพิธีอัญเชิญ พระเวสสันดร เข้าเมือง นั้นเองชาวบ้านคุ้มกลางก็ได้ชวนกันออกไปล่าสัตว์ใน ป่ากุด ก็ได้หมูป่าตัวใหญ่มาหนึ่งตัวชาวบ้านคุ้มนี้ก็ได้ช่วยกันหามเอาหมูป่ากลับหมู่บ้านแล้วก็ทำการชำแหละหมูป่าตัวนั้น ในขณะเวลาเดียวกันนั้นเองชาวบ้านในหมู่บ้านก็กำลังจะพากันออกไปแห่ พระเวสสันดร เข้าเมืองชาวบ้านคุ้มกลางก็ยังพากันย่างเนื้อหมูป่ากินกันอย่างอร่อย ชาวบ้านที่กำลังจะไปแห่ พระเวสสันดร เข้าเมืองคนหนึ่งได้เรียกชาวบ้านคุ้มกลางที่กำลังกินหมูป่ากันอยู่นั้นว่า “เผียถัวเกาจาบะหนัวเยอแซมซายจีแฮผเหวด”  (แปลว่า ทำอะไรกันไปแห่พระเวสสันดรกัน)ชาวบ้านที่กำลังกินหมูอยู่นั้นก็ขานกลับไปว่า “เออจีหยูงจาอาหริแหลวฮังฮอดหลัดจีก็บืน” ทำให้ผู้ใหญ่สิงห์ดำเห็นเข้าและชาวบ้านที่เดินไปด้วยกันพากันนินทาชาวบ้านคุ้มกลางและด่าว่า “หนุแมดายซังซอนจีหัวบุญเผียถัวดิงฮอดหลัดต้องจีรวมถัว-กะดีตังฮังแมนหนัวดิงฮอดหลัดจีหัวบุญเผียถัวหมักฮอดหลัด พวกบุญหลัดนี้แหม” (แปลว่า พ่อแม่แต่สมัยก่อนไม่เคยสั่งสอนเวลาจะไปแห่ผเหวดให้เดินลัดจากบ้านไปทีหลังไม่ไปรวมตัวกันที่วัดก่อน ไอ้พวกบุญหลัด) ด้วยคำด่าที่ไม่กี่คำทำให้ชาวบ้านคุ้มกลางไม่พอใจและทุกๆปีที่มีการแห่ผเหวดชาวบ้านคุ้มนี้ก็จะชอบเดินลัดไปที่หลังตลอดโดยที่ไม่ไปรวมตัวกันที่วัดเหมือนดังทุกปี เมื่อมีการใช้นามสกุลเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ชาวบ้านคุ้มกลางจึงไม่ใช้นามสกุล “สิงห์ซอม” ตามผู้ใหญ่ สิงห์ดำ และได้ใช้คำว่า “บุญหลัด” เป็นนามสกุลแต่ทางนายทะเบียนอำเภอกันทรารมย์ ในตอนนั้นไม่ให้ใช้ “บุญหลัด” แต่ให้ใช้เป็น “บุญรัตน์”  แทนจนปัจจุบันมีการใช้นามสกุล “บุญรัตน์” มาแล้วถึง ๔ รุ่นเช่นเดียวกับ “สิงห์ซอม” 
 
                                       โรงเรียนบ้านคูบ 
             199 หมู่ที่ 10 ตำบลคูบ อำเภอน้ำเกลี้ยง   จังหวัดศรีสะเกษ 33130
                สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษเขต 1
                                      www.bankoob.ac.th
                                                 โทร  045-660391